“ข้าพเจ้าไม่ได้มาเพื่อแสดงความเวทนา แต่มาเพื่อมอบเครื่องมือที่ทำให้พวกเขายืนหยัดได้ด้วยขาของตนเอง”
ก่อนปีพุทธศักราช 2482 สังคมไทยแทบไม่เคยเห็นคนตาบอดปรากฏตัวในที่สาธารณะ
คนตาบอดส่วนใหญ่ถูกกักตัวอยู่ในบ้าน ไม่ใช่เพราะเขาอยากอยู่เงียบ ๆ
หากแต่เพราะผู้ปกครองรู้สึกอับอาย และเชื่อว่าสภาพความพิการนั้นคือผลของเวรกรรม ทั้งของตัวเด็กและครอบครัวเอง
ชีวิตของคนตาบอดจึงถูกจำกัดอยู่หลังประตูบ้าน ราวกับไม่มีที่ยืนในสังคม
ใครจะเชื่อว่าสตรีตาบอดชาวอเมริกันคนหนึ่ง จะเดินทางข้ามมหาสมุทรมาเพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์การศึกษาสำหรับคนตาบอดไทยไปตลอดกาล
สตรีผู้นั้นคือ มิสเจนีวีฟ คอลฟิลด์ (Miss Genevieve Caulfield)
มิสเจนีวีฟ คอลฟิลด์ เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พุทธศักราช 2431 ณ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
และถึงแก่อนิจกรรมในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2515
มิสเจนีวีฟ คอลฟิลด์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ให้กำเนิดการศึกษาสำหรับคนตาบอดในประเทศไทย
เพราะเธอมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า คนตาบอดไม่ว่าจะถือกำเนิดในชาติใด ใช้ภาษาใด ย่อมมีสิทธิ์ได้รับการศึกษา
เพื่อให้เขาเหล่านั้นดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและความสุข
เจนีวีฟ คอลฟิลด์ สูญเสียการมองเห็นจากอุบัติเหตุตั้งแต่อายุเพียง 2 เดือน
แต่ความมืดมิดทางสายตาไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเธอ
เธอได้รับการศึกษาอย่างดีเยี่ยมในสหรัฐอเมริกา
และมีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาในเอเชีย
แรงบันดาลใจของเธอเริ่มต้นจากการได้พบกับนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่น
ซึ่งทำให้เธอตระหนักว่าในซีกโลกตะวันออก ผู้พิการทางสายตายังขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างรุนแรง
เธอจึงตัดสินใจเรียนต่อด้านครุศาสตร์และเริ่มออกเดินทางตามความฝัน
เธอเดินทางมาที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อที่จะตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอด
แต่พบว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีโรงเรียนสอนคนตาบอดอยู่แล้ว
หลังจากใช้เวลาในญี่ปุ่นระยะหนึ่ง เจนีวีฟได้เดินทางมายังประเทศไทยในปี พ.ศ. 2481
ด้วยเงินสะสมส่วนตัวและความช่วยเหลือจากมิตรสหาย เธอไม่ได้มาเพื่อรับบริจาค แต่มาเพื่อ “สร้างโอกาส”
ในยุคนั้น การสอนคนตาบอดในไทยนับว่าเป็นศูนย์
เจนีวีฟต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และทัศนคติ
ของคนในสมัยนั้นที่มองว่าคนตาบอดเรียนหนังสือไม่ได้
แม้แต่ชนชั้นนำยังมีความคิดว่า “คนตาบอดฝรั่งน่ะสอนได้ แต่คนตาบอดไทยจะสอนได้หรือ”
บ้างก็กล่าวหาว่าเธอเป็นสายลับ รับจ้างรัฐบาลอเมริกันเข้ามาสืบราชการลับ—คำครหาที่ฟังแล้วขมยิ่งกว่ายาขม
กระนั้น มิสคอลฟิลด์ไม่ได้เดินเพียงลำพัง เธอได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยหลายท่านที่เคยรู้จักกับเธอในประเทศญี่ปุ่น
โดยเฉพาะ นายแพทย์ฝน แสงสินแก้ว ผู้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา เพื่อสนับสนุนภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้
ความพยายามของเธอเริ่มเห็นผล
เมื่อบุคคลสำคัญในสังคมไทยเริ่มให้การสนับสนุน
จนนำไปสู่การก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพซึงเป็นโรงเรียนเฉพาะทางสำหรับคนตาบอดแห่งแรกในประเทศไทย
และเปิดทำการสอนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2482
เพื่อให้โรงเรียนสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างมั่นคง คณะทำงานจึงได้จดทะเบียนเป็น “มูลนิธิช่วยและให้การศึกษาแก่คนตาบอดแห่งประเทศไทย”เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ในปีเดียวกัน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2502 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์
จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์”
สิ่งที่มิสคอลฟิลด์เน้นย้ำเสมอคือ:
“คนตาบอดต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ การศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่ความสงสาร คนตาบอดสามารถประกอบอาชีพและทำประโยชน์ให้สังคมได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป”
ในวันนี้ ดอกผลจากความมุ่งมั่นของเธอยังคงเติบโต
คนตาบอดไทยสามารถเรียนจบปริญญา เป็นครู นักกฎหมาย นักดนตรี หรือนักธุรกิจ
ซึ่งทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของสตรีตาบอดผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาในวันนั้น
บทบาทและอุดมการณ์ของมิสคอลฟิลด์ยังคงเป็นแสงนำทาง เป็นแรงบันดาลใจให้คนตาบอด ครู ผู้ปฏิบัติงาน และผู้เกี่ยวข้องทุกคน
ร่วมกันพัฒนาการศึกษาของคนตาบอดในประเทศไทยให้ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง
เธอมองไม่เห็นแสงด้วยดวงตา แต่เธอจุดแสงให้ทั้งประเทศด้วยหัวใจ และแสงนั้น…ยังไม่เคยมอดดับ 🌟