ในทางพุทธศาสนา คำว่า “พุทธะ” (Buddha) ไม่ได้เป็นเพียงชื่อบุคคล แต่เป็น “สภาวะ” หรือ “ตำแหน่ง” ของผู้ที่บรรลุถึงความจริงสูงสุดของธรรมชาติ โดยรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ความหมายโดยละเอียดของ “พุทธะ” สามารถจำแนกออกได้ตามลักษณะแห่งสภาวะและประเภท ดังนี้ครับ
.
1. ความหมายเชิงสภาวะ 3 ประการ
หัวใจสำคัญของความเป็นพุทธะ ประกอบด้วยลักษณะเด่น 3 ด้านที่เกื้อหนุนกัน คือ:
• ผู้รู้ (Budh): คือผู้ที่ “ตรัสรู้” (Enlightened) หมายถึงการเข้าถึงความจริงแท้ของสรรพสิ่ง (อริยสัจ 4) ไม่ได้รู้เพียงวิชาการทางโลก แต่เป็นการรู้เท่าทันการเกิด-ดับของทุกข์และเหตุแห่งทุกข์
• ผู้ตื่น (Awakened): คือผู้ที่ตื่นจาก “นิทราแห่งกิเลส” หรือความหลงผิด (อวิชชา) เปรียบเหมือนคนที่ตื่นจากความฝันแล้วมองเห็นโลกตามความเป็นจริง ไม่ถูกมายาภาพของโลภ โกรธ หลง ครอบงำอีกต่อไป
• ผู้เบิกบาน (Blossomed): คือผู้ที่มีจิตใจสะอาด บริสุทธิ์ และมีความสุขอย่างยิ่งยวด (นิพพาน) เป็นความเบิกบานที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งกระตุ้นจากภายนอก แต่เกิดจากความสงบเย็นภายใน
.
2. ประเภทของ “พุทธะ”
ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาได้แบ่งระดับของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “พุทธะ” ไว้ 3 ประเภทหลักตามลักษณะการตรัสรู้:
ประเภท
คำอธิบาย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ตรัสรู้ด้วยตนเอง และ สามารถสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ เป็นผู้ก่อตั้งศาสนา
พระปัจเจกพุทธเจ้า
ผู้ตรัสรู้ด้วยตนเองเฉพาะตัว แต่ ไม่อาจสั่งสอนหรือตั้งศาสนา เพื่อให้ผู้อื่นบรรลุตามได้
พระอนุพุทธะ
ผู้ที่ตรัสรู้ได้โดยการ ฟังธรรมและปฏิบัติตามคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระสาวก)
.
3. พุทธะในเชิงนามธรรม (พุทธภาวะ)
ในบางนิกาย (เช่น มหายาน) มองว่า “พุทธะ” ไม่ใช่แค่บุคคลทางประวัติศาสตร์ แต่คือ “พุทธภาวะ” (Buddha-nature) ซึ่งเป็นศักยภาพดั้งเดิมที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน
“สรรพสัตว์ล้วนมีพุทธภาวะ เพียงแต่ถูกเมฆหมอกแห่งกิเลสปกปิดไว้ เมื่อใดที่ขจัดกิเลสได้ ผู้นั้นย่อมกลายเป็นพุทธะ”
.
การเข้าใจเรื่อง “พุทธะ”
จึงไม่ใช่เพียงการเคารพบูชาบุคคลในอดีต แต่คือการเข้าใจถึง ศักยภาพในการพัฒนาจิตของมนุษย์ ว่าเราสามารถฝึกฝนตนเองให้หลุดพ้นจากความทุกข์
มีสติปัญญา (รู้) มีสติสัมปชัญญะ (ตื่น) และมีความเมตตาอันบริสุทธิ์ (เบิกบาน) ได้เช่นเดียวกัน